เมื่อหลายเดือนก่อนได้ดูรายการข่าวของช่องดังช่องหนึ่งเสนอข่าวต้นตะเคียนที่อยู่ใต้น้ำ มันเป็นเหมือนข่าวทั่วไปที่ชินหูมากสำหรับเรา แนวข่าวก็จะแบบเดิมๆ คือชาวบ้านฝันว่ามีหญิงสาวมาเข้าฝัน ให้ไปช่วยขุดช่วยดึงไม้ตะเคียนขึ้นมาอะไรประมาณนั้น เราเป็นคนที่ไม่ได้คลุกคลีกับความเชื่อพวกนี้อยู่แล้วจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
อีกเรื่องที่มักจะมาพร้อมกับข่าวต้นตะเคียนนั่นก็คือเรื่องเลขเด็ด เราเองก็เป็นคนชอบลุ้นรางวัล ซื้อลอตเตอรี่เก็บไว้งวดละใบสองใบบ้าง แต่เลขที่ซื้อไม่ได้ไปบนบานศาลกล่าวหรือขอที่ไหน ซื้อเพียงเพราะอยากจะซื้อ ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง แต่ถ้างวดไหนถูกก็แค่เลขท้ายสองตัวไม่เคยได้มากกว่านั้น
ช่วงเทศกาลวันหยุดยาวสี่วันเราได้มีโอกาสได้กลับบ้านที่ต่างจังหวัด บรรยากาศมันก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่ได้กลับ ซื้อของไปฝากญาติๆ พบปะสังสรรค์กันตามประสาพี่น้อง แต่เหตุการณ์ที่จะไม่ปกติก็คือตอนนี้น้าสาว น้าแท้ๆ ของเราได้เริ่มเปิดประเด็นเรื่องเล่าเรื่องนี้ขึ้นมา
น้าสาวอายุประมาณสามสิบปลายๆ ไม่มีสามี ไม่มีลูก แกเป็นคนชอบทำบุญมาก ตระเวนทำบุญไปทั่ว วัดไหนดีวัดไหนดังก็จะเดินทางไปหมด แต่การทำบุญของแกก็แอบหวังผลอยู่เล็กๆ เนื่องจากแกเป็นคนชอบเล่นหวย เวลาไปไหนแกก็จะบนบานศาลกล่าวเอาไว้ แล้วเงินส่วนใหญ่ที่แกเอาไปทำบุญก็มาจากการเล่นหวยนั่นเอง
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติของคนต่างจังหวัด จะเรียกว่าแกงมงายก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะน้าสาวไม่ได้หวังแต่พึ่งพาโชคลาภ หรือหวังรวยจากการซื้อหวย แกก็ยังทำมาหากิน รับจ้างเย็บผ้าโหลอย่างขยันขันแข็ง ชีวิตแกจึงได้อยู่อย่างสบายๆ ถึงแม้จะไม่ได้มีครอบครัวมาคอยดูแล แต่แกก็ไม่ได้ทำตัวให้เดือดร้อนใครเลย
เราค่อนข้างนับถือบางมุมของน้าสาวเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต เราเชื่อว่าน้าสาวเป็นคนที่คิดดีทำดี ไม่เบียดเบียนใคร จิตใจแกโอบอ้อมอารีย์และช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ ไม่แปลกเลยที่แกจะโชคดีได้เลขเด็ดมาจากที่ต่างๆ จนถูกหวยติดกันหลายงวด
ทีนี้เรื่องมันเริ่มจะเข้าใกล้ตัวเรามากขึ้น น้าสาวกลายเป็นที่กล่าวขานถึงภายในหมู่บ้าน เนื่องจากแกชี้จุดให้พบไม้ตะเคียน และทำให้ชาวบ้านได้เลขเด็ดในงวดนั้นไปหลายคน
ในฝันน้าสาวเล่าว่าแกไปถวายเพลที่วัดตามปกติ ในหมู่บ้านจะทำเวรเวียนกันไปอยู่แล้ว ส่งปิ่นโตต่อกันไป หลังจากพระฉันเพลเสร็จ ชาวบ้านก็จะพากันกรวดน้ำใต้ต้นโพธิ์เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับ น้าสาวก็ออกไปกับเขาด้วย ในขณะที่แกกำลังกรวดน้ำอยู่นั้นหางตาแกก็ได้มองเห็นอะไรบางจากฝั่งโรงเรือนที่วัดใช้เก็บของทั่วไป จนแกต้องหันไปดู น้าสาวนั้นเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยเดินออกมาจากข้างๆ โรงเรือน นับได้ประมาณสามสี่คน ในความคิดตอนนั้นน้าสาวเองก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ชาวบ้านหรือคนทั่วไปอย่างแน่นอน แต่น่าแปลกที่ในฝันแกไม่ได้รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย จนกระทั่งผู้หญิงคนหนึ่งเดินตรงมาหาแกและยิ้มให้อย่างใจดี แกนึกชื่นชมความสวยของหญิงสาวชุดไทยคนนั้นมาก น้าสาวบอกว่าคำว่าผู้หญิงโบราณผุดอยู่ในหัว แล้วผู้หญิงคนนั้นก็เริ่มพูดคุยกับแกก่อน
น้าสาวแปลกใจที่เธอเดินมาแค่เพียงคนเดียว ส่วนคนที่เหลือยังยืนอยู่หน้าโรงเรือน หญิงสาวคนนั้นบอกว่านั่นคือน้องสาวของเธอทั้งหมด และมีมากกว่าที่ได้เห็น น้าสาวจึงถามว่าแล้วคนที่ไม่เห็นอยู่ไหนกัน ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าอยู่ในโรงเรือนนั่นแหละ บางคนก็ได้รับบาดเจ็บอยากให้น้าสาวช่วย น้าสาวก็งงว่าน้าสาวจะช่วยได้อย่างไร ในเมื่อตัวเองไม่ใช่หมอ จะไปรักษาอาการบาดเจ็บคงเป็นไปไม่ได้
จนน้าสาวสะดุ้งตื่น แกนั่งทบทวนความฝันอยู่พักใหญ่จึงเกิดอาการขนหัวลุกขึ้นมา ยกมือไหว้ท่วมหัวเชื่อสุดใจว่ากลุ่มผู้หญิงที่เธอเห็นคือนางไม้ หรือต้องเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น
ด้วยความข้องใจและอยากรู้ว่าสิ่งที่ฝันนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องจริงบ้างหรือไม่ เช้าวันรุ่งขึ้นน้าสาวจึงได้ให้พี่สาวซึ่งก็คือแม่ของเราพาไปที่วัด และเล่าเรื่องที่ฝันให้หลวงตาฟัง หลวงตานั่งเงียบไปพักใหญ่ จึงได้เรียกเด็กวัดมาหา แล้วบอกให้ไปเอากุญแจโรงเรือนเก็บของที่กุฏิท่านเจ้าอาวาสให้หน่อย
ก่อนที่จะไปเปิดโรงเรือนหลวงตาก็บอกว่าไม่แน่ใจว่าจะมีสิ่งที่คิดอยู่หรือเปล่า เพราะโรงเรือนนั่นปิดตายมาหลายปีแล้ว เพราะของที่อยู่ข้างในก็เป็นของเก่าที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้งาน อย่างเช่นพวกโต๊ะเก้าอี้ที่เสื่อมสภาพแต่ไม่ได้เอาไปทิ้งก็เอาไปเก็บไว้ในนั้น
เมื่อเด็กวัดเอากุญแจมาให้ ท่านเจ้าอาวาสก็ตามมาด้วย แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น หลวงตาก็เล่าให้ท่านฟัง คราวนี้ท่านเจ้าอาวาสถึงกับขอเอากุญแจคืนและเดินไปเปิดประตูโรงเรือนเอง ช่วงนี้น้าสาวบอกว่าเหมือนท่านพึมพำคาถาอะไรบางอย่างก่อนไขกุญแจด้วย
ภายในโรงเรือนนั้นที่พื้นมีฝุ่นหนาเตอะ เพราะไม่ได้เปิดใช้งานเลยอย่างที่หลวงตาบอก ลักษณะของมันไม่ได้เป็นห้องทึบๆ อันนี้เราเคยเห็นอยู่แล้วเพราะไปวัดในหมู่บ้านบ่อยๆ จึงนึกภาพออกตอนที่น้าสาวเล่า ลักษณะก็จะเป็นศาลาหลังหนึ่ง พื้นปูนและมีการก่ออิฐขึ้นมาประมาณช่วงเอว ด้านบนก็จะเป็นกรงเหล็กซึ่งสามารถมองทะลุเข้าไปด้านในได้
ท่านเจ้าอาวาสเดินนำหลวงตา และแม่กับน้าสาวเข้าไปด้านในและไปที่กองไม้กองหนึ่ง น้าสาวได้กลิ่นหอมออกมาจากไม้นั้นจึงถามเจ้าอาวาสว่าไม้อะไรทำไมมีกลิ่นหอม แม่เราก็บอกว่าไม่เห็นจะได้กลิ่นอะไรเลย เจ้าอาวาสไม่ได้ตอบคำถามในทันที แต่ให้เด็กวัดที่ตามมาด้วยเกณฑ์คนมาช่วยขนไม้ออกจากโรงเรือน
ในที่สุดก็ถึงบางอ้อ กองไม้หลายๆ แผ่นนั้นเป็นไม้ตะเคียนทั้งหมด น้าสาวจึงเข้าใจในทันทีว่าคนในฝันที่ตนคิดว่าเป็นนางไม้ แท้จริงแล้วเป็นเจ้าแม่ตะเคียนนี่เอง ท่านเจ้าอาวาสบอกว่าเมื่อหลายปีก่อนมีคนเอามาบริจาคให้วัด เป็นคนต่างถิ่น ขนไม้มากองใหญ่แล้วบอกว่าให้วัดเอาไว้ใช้งาน แล้วพวกเขาก็ไม่ได้กลับมาที่วัดอีก ท่านเจ้าอาวาสเองก็จำไม่ได้ด้วยว่าเป็นคนที่ไหน ด้วยความที่วัดก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ไม้ในการก่อสร้างอะไร ท่านเจ้าอาวาสจึงให้ชาวบ้านช่วยกันยกเข้ามาเก็บไว้ในโรงเรือนนี้ก่อน มีชาวบ้านคนนึงบอกอยู่เหมือนกันว่าเป็นไม้ตะเคียน แต่ท่านก็ไม่ได้สนใจอะไร คนเอาถวายเอามาบริจาคให้วัดนั่นหมายถึงเขาต้องได้รับอานิสงค์ผลบุญในความมีจิตศรัทธานี้
น้าสาวนึกได้ว่าในฝันผู้หญิงคนนั้นบอกว่าน้องสาวของเธอได้รับบาดเจ็บด้วย หลวงตาจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ กองไม้ แล้วท่านก็เห็นว่ามีตะปูตอกอยู่จำนวนมาก เหมือนไม้เหล่านี้ผ่านการก่อสร้างมาแล้วแต่มีเหตุการณ์บางอย่างทำให้ต้องรื้อถอน เจ้าอาวาสเลยสั่งให้เด็กวัดถอดตะปูนั้นออกจากไม้ให้หมด แล้วเดี๋ยวจะเอาไม้เหล่านั้นไปพิธี
หลังจากนั้นชาวบ้านที่รู้ข่าวก็แห่กันมาดูไม้ตะเคียนที่วัดกันมากมาย แม้กระทั่งชาวบ้านที่อยู่หมู่บ้านข้างเคียงก็มาดูด้วย มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนาๆ เกี่ยวกับเรื่องไม้ตะเคียนและความฝันของน้าสาว โดนเฉพาะเรื่องที่บอกว่าน้องสาวของเจ้าแม่ตะเคียนได้รับบาดเจ็บนั้น ชาวบ้านก็เชื่อว่าเป็นเพราะตะปูที่ตอกลงไปในเนื้อไม้ บางคนก็ถึงกับย้อนความไปถึงคนที่เอามาไม้พวกนี้มาให้ว่าคงจะเจอดีมาหรือเจออาถรรพ์อะไรบางอย่างถึงได้รีบเอามาถวายวัด นานาจิตตังที่คนจะเล่าลือ
ตัวน้าสาวเองรู้สึกสบายใจมากที่เหมือนได้ช่วยเหลือเขา ช่วงนั้นแกไปวัดทุกวันเพื่อที่จะไปแวะเวียนดูไม้ตะเคียน ท่านเจ้าอาวาสห้ามความเชื่อของชาวบ้านไม่ได้ จึงได้ปล่อยให้ชาวบ้านนำผ้าสามสีมาผูก มากราบไหว้บูชาและเอาแป้งฝุ่นมาถูที่เนื้อไม้เพื่อขอเลขเด็ดกัน
น้าสาวก็ไม่พลาดที่จะเอากับเขาด้วย ปรากฏว่างวดนั้นเกิดเรื่องมหัศจรรย์นั่นคือคนในหมู่บ้านถูกหวยกันแทบทุกหลังคาเรือน เล่นเอาเจ้ามือเข็ดขยาดกันไปเลยทีเดียว
เรื่องเล่าของน้าสาวก็มีอยู่ประมาณนี้ ส่วนตัวแล้วเราก็ฟังให้เป็นแค่เรื่องเล่าที่ฟังเพื่ออรรถรสไป ไม่ได้มีความเชื่อไปทุกคำจนงมงายไปหมด หรือไม่ได้อคติแต่อย่างใด ฟังด้วยใจที่นิ่งเฉย จนแม่เรายังดุเราว่าเราไม่ยอมเชื่อ เราก็บอกแม่ไปว่าไม่ใช่ว่าเราไม่เชื่อ แต่เรื่องแบบนี้มันพิสูจน์ไม่ได้ แต่แล้วคนที่ทำให้เราได้พิสูจน์ก็คือแม่เรานั่นแหละ
หลังจากที่เราเถียงกับแม่อยู่พักใหญ่แม่จึงยกมือขึ้นไหว้แล้วสาธุออกมาดังๆ บอกให้เจ้าแม่ตะเคียนมาหาเราแล้วให้เลขเด็ดสักงวดเราจะได้เชื่อ ตอนนั้นญาติๆ ที่นั่งฟังกันอยู่ก็หัวเราะขึ้นมาอย่างสนุกสนาน หาว่าแม่ลองดีให้ลูกตัวเองเข้าแล้ว แต่ตัวเราเองแอบกังวล เพราะเราค่อนข้างจะเป็นคนขี้กลัว
คืนนั้นเราอาบน้ำเข้านอนเร็วกว่าปกติ เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางกลับไปทำงาน แล้วเรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น เราฝันเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยจริงๆ ในฝันเรารู้โดยอัตโนมัติว่าท่านคือเจ้าแม่ตะเคียนที่วัด มันรู้ไปเองแบบที่ไม่ต้องสงสัยนาน แล้วเจ้าแม่ก็ชี้ให้เราที่กำแพงวัดซึ่งเป็นที่เก็บกระดูกของบรรพบุรุษ หากใครเคยไปวัดตามต่างจังหวัดคงพอจะนึกภาพออก ตรงจุดนั้นเราเห็นตัวเลขสีแดงตัวใหญ่ๆ สามตัว เราจำได้แม่นแล้วเราก็ตื่นนอนทันที
เราไม่ได้เล่าความฝันให้ใครฟังเลย แม่ก็ยังแปลกใจที่เรารีบตื่นตั้งแต่ตีสามทั้งๆ ที่จะเดินทางกลับตีห้า เราก็อ้างไปเรื่อยว่าเมื่อคืนนอนเร็วจะนอนต่อก็คงไม่หลับแล้ว ความจริงคือเราว้าวุ่นใจกับตัวเลขที่เห็นมาก ตอนเดินทางกลับเราก็ต้องขับรถผ่านวัด ในใจก็นึกท้าออกไปว่าถ้าซื้อเลขเด็ดที่เจ้าแม่ให้ในความฝันแล้วถูกรางวัลจริงๆ อาทิตย์หน้าจะกลับมาเอาชุดไทยสวยๆ มาถวายเจ้าแม่เลย
สรุปว่าวันนั้นเราแวะซื้อลอตเตอรี่ตามปั๊มตลอดทาง ได้มาสามสิบกว่าใบ ไม่เคยซื้อหวยเยอะขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต แล้วเราก็ถูกหวยจริงๆ ถึงไม่ใช่รางวัลใหญ่แต่งวดนั้นเราก็ได้เงินมาไม่น้อยเพราะซื้อลอตเตอรี่หลายใบเหลือเกิน ถูกทั้งเลขสามตัวหลังและบางชุดก็ได้รางวัลที่สามที่สี่แบบไม่น่าเชื่อ
สุดท้ายเราก็ต้องกลับบ้านไปสารภาพกับแม่ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับเรา แม่เราก็ยิ่งศรัทธาเจ้าแม่ตะเคียนเข้าไปใหญ่ ตัวเราเองก็ด้วย แล้วเราก็ได้ไปติดต่อกับทางวัดเพื่อขอสร้างศาลาให้เป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าแม่ตะเคียนและน้องๆ ของท่าน
ปัจจุบันนี้ศาลาที่เราสร้างนั้นยังอยู่แต่มีคนที่ได้โชคลาภจากเจ้าแม่มาสร้างถวายให้ใหญ่ขึ้น รวมถึงมีคนเอาชุดไทยมาแก้บนมากมายจนสะสมกันไปหลายสิบชุด เรื่องแบบนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลจริงๆ ค่ะไม่สามารถบังคับให้ใครมาเชื่อตามได้ แต่สำหรับเราคนที่วางใจให้เป็นกลางตลอด ไม่งมงายแต่ไม่ลบหลู่ ตอนนี้เชื่อเต็มหัวใจเลยล่ะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง